เกี่ยวกับเรา
คลินิกของเรามุ่งมั่นส่งเสริมการวิจัยและการประยุกต์ใช้ทางคลินิกเพื่อช่วยยืดอายุสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเรานำแนวทางการรักษาใหม่ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
มาประยุกต์ใช้ทางคลินิก พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
ทักทาย

(Takaaki Matsuoka)
American Board of Regenerative Medicine (ABRM)
ผมชื่อมัตสึโอกะ เป็นหัวหน้าแพทย์ครับ ที่จริงแล้ว ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ในปี 2011
มะเร็งของผมหายเป็นปกติหลังผ่าตัด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เริ่มรับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในฐานะผู้ป่วยเพื่อฟื้นฟูพละกำลังและสุขภาพหลังการผ่าตัด ผลลัพธ์คือร่างกายของผมกลับมามีชีวิตชีวาใกล้เคียงกับช่วงก่อนป่วยเป็นมะเร็งได้อีกครั้ง
จากประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ป่วย ผมรู้สึกว่าการรักษานี้เป็นแนวทางที่ดี ผมจึงสนับสนุนให้คลินิกของเราเริ่มนำการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มาใช้อย่างจริงจังมากขึ้น
ตามทฤษฎี Homing Theory ของสเต็มเซลล์ เมื่อเซลล์ได้รับความเสียหายจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ (SOS Signal) ที่เรียกว่า SDF-1/CXCR4 ออกมา สเต็มเซลล์จะตรวจจับสัญญาณนี้และเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่เสียหายเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อ
กล่าวคือ การใช้สเต็มเซลล์เป็นการรักษาที่มุ่งเน้นการทำงานในบริเวณที่ร่างกายมีความอ่อนแอหรือได้รับความเสียหายเป็นหลัก
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงและยังไม่มีอาการของโรค สเต็มเซลล์อาจเข้าไปช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในระยะก่อนเกิดโรค (Pre-disease State) หรือบริเวณที่เริ่มมีความเสื่อมหรืออักเสบแต่ยังไม่แสดงอาการออกมา
ในกรณีของผม หลังการผ่าตัดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ผมมีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ไม่สมดุล จึงเข้ารับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ผมพบว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และอาการร้อนวูบวาบได้ดี นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้น ความจำและการใช้ความคิดสร้างสรรค์กลับมาใกล้เคียงกับเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน
ปัจจุบัน ผมยังคงเข้ารับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในฐานะผู้ป่วยปีละ 1 ครั้ง และยังคงมุ่งมั่นศึกษาศักยภาพของสเต็มเซลล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาการรักษาให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การรักษาด้วยเอ็กโซโซมจากสเต็มเซลล์ (Stem Cell Exosome Therapy) ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงว่ามีศักยภาพและอาจให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางการรักษาที่มีความหวังอย่างมาก และทาง HELENE Clinic ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง
อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายค่อย ๆ เสื่อมลงตามอายุ และเดิมทีไม่ใช่เป้าหมายของการรักษาจนกว่าจะเกิดโรคหรือมีอาการ แต่การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ทำให้สามารถดูแลและฟื้นฟูร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากอวัยวะของร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนทดแทนได้ง่าย การดูแลรักษาให้อวัยวะเหล่านั้นทำงานได้ดีตลอดชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ผมเชื่อว่าหนึ่งในแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพและการชะลอวัยคือ การใช้ศักยภาพของสเต็มเซลล์ในการส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว
รู้จักที่ปรึกษาของเรา

University of Cambridge
- ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาคลินิก สถาบันภูมิคุ้มกันวิทยา
และการรักษาโรคติดเชื้อ University of Cambridge - สมาชิกของ Africa Health Research Institute (AHRI)
เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ - ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดประจำปี 2020 ของนิตยสาร TIME (TIME 100 Most Influential People 2020)
- ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “นักจุลชีววิทยาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ประจำปี 2022
ศาสตราจารย์ Gupta เป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Gupta ซึ่งทำการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการดื้อยาของเชื้อ HIV ทั้งในระดับโมเลกุลและระดับประชากร และมีส่วนสำคัญในการประเมินขอบเขตของการดื้อยาทั่วโลก งานวิจัยยังครอบคลุมไปถึงการศึกษาระบบแหล่งสะสมของเชื้อ HIV ในเซลล์ โดยเฉพาะแมคโครฟาจ (macrophages) ความเข้าใจนี้มีความสำคัญทั้งต่อการทำความเข้าใจบริเวณทางกายวิภาคที่ไวรัส HIV สามารถจำลองตัวในแมคโครฟาจ และต่อการออกแบบกลยุทธ์ในการรักษา HIV
ห้องปฏิบัติการ Gupta ดำเนินงานร่วมกันระหว่างสหราชอาณาจักร และ Africa Health Research Institute ในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้
ในเดือนมีนาคม 2019 มีรายงานว่า ศาสตราจารย์ Gupta และทีมงานได้แสดงให้เห็นภาวะ “การสงบของโรค (HIV remission)” ในผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีภาวะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินระยะลุกลาม หลังได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ชนิด “ไม่ใช่ญาติ (non-related donor)” ซึ่งเป็นกรณีที่เรียกว่า “London Patient” หลังจากได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีความต้านทานต่อเชื้อ HIV ผู้ป่วยรายนี้ยังคงอยู่ในภาวะที่ตรวจไม่พบเชื้อ HIV และถือว่า “หายจาก HIV” ต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยรายที่ 2 ของโลกที่มีภาวะดังกล่าว
(Gupta et al., Nature 2019; Gupta et al., Lancet HIV 2020)
เทคโนโลยีล้ำสมัยและนวัตกรรมในการเพาะเลี้ยง MSC ของ HELENE Clinic
ศาสตราจารย์ Ravindra Gupta (ราวินทรา กุปตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและโรคติดเชื้อที่มีชื่อเสียงจาก University of Cambridge ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับ
ศักยภาพของสเต็มเซลล์ของ HELENE Clinic
ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ศาสตราจารย์ Gupta ได้พูดถึงความท้าทายและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์มีเซนไคม์ (MSC) ในปริมาณมาก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการและการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดตลอดทั้งกระบวนการ
ศาสตราจารย์ได้ชื่นชมถึงความพยายามของ HELENE Clinic ในการเพาะเลี้ยง MSC ให้ได้ถึง 2.25 พันล้านเซลล์ โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างการใช้ขวดเพาะเลี้ยงแบบหลายชั้น อาหารเลี้ยงเซลล์ชนิดพิเศษ “Helene Growth Medium” และมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่า MSC ที่ส่งถึงผู้ป่วยมีความบริสุทธิ์สูง
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ Gupta ยังกล่าวถึงประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการเกิดเนื้องอก โดยอธิบายว่าด้วยกลไกการควบคุมตนเองอย่างเข้มงวดของสเต็มเซลล์ ความเสี่ยงที่
สเต็มเซลล์จะพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งนั้นมีน้อยมาก และอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย
ศาสตราจารย์ Gupta ได้แสดงความสนใจอย่างยิ่งต่อศักยภาพในการรักษาโดยใช้เอ็กโซโซม (Exosomes) โดยเน้นความสำคัญของเอ็กโซโซมในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ (cell signaling) และการช่วยลดการอักเสบ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความเข้ากันได้ของเอ็กโซโซมระหว่างผู้ป่วยที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีการกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่ำ
ศาสตราจารย์ยังชื่นชมถึงวิธีการทำให้บริสุทธิ์และกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเอ็กโซโซมที่ HELENE Clinic ใช้ ซึ่งช่วยรับรองทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และยังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการนำการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มาใช้ร่วมกับเอ็กโซโซม โดยมองว่าอาจเกิด “synergistic effect” หรือผลที่เสริมฤทธิ์กัน ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ทางการรักษาได้ในอนาคต
โดยรวมแล้ว ศาสตราจารย์ผู้ทรงเกียรติจาก University of Cambridge ได้ชื่นชมเทคโนโลยีล้ำสมัยและแนวทางเชิงนวัตกรรมของ HELENE Clinic พร้อมทั้งยืนยันว่าคลินิกอยู่ในแนวหน้าของการวิจัยและการประยุกต์ใช้การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในปัจจุบัน